Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบ...ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

8 ก.ค. 2563


   พฤติกรรมการใช้ชีวิตของทุกคนที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในสังคมเมือง อาจทำให้การใส่ใจสุขภาพของตนเองน้อยลง แถมเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามเวลา จนเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ต่างแวะเวียนมาหาแบบไม่ให้ทันตั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ที่หลายคนอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วกลับใกล้ตัวกว่าที่คิด แถม “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ก็ยังเป็น 1 ในโรคที่คร่าชีวิตของคนไทยเป็นอันดับต้นๆ วันนี้โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากขึ้น

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากอะไร?
   “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” เกิดจากผนังหลอดเลือดหัวใจ “Coronary” เสื่อมสภาพ ทำให้มีความหนาตัวขึ้นจากการอุดตันของไขมันและเนื้อเยื่อ เป็นเหตุให้หลอดเลือดตีบ การไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจลดน้อยลงและหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ จนอาจทำให้เกิด “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด” ได้
   “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด” นี่เอง ที่ส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการออกมาเป็นอาการเจ็บหน้าอกหนักๆ แถมถ้าเกิดไขมันที่สะสมอยู่บนผนังหลอดเลือดชั้นในเกิดการแตกตัวออกกลายเป็นลิ่มเลือด ก็อาจทำให้เกิดการอุดตันแบบฉับพลัน ซึ่งอาจนำไปสู่ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” และเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างไร?

  • มักจะเหนื่อยง่ายเฉียบพลัน เวลาที่ออกกำลังหรือต้องใช้แรงจำนวนมาก
  • หายใจหอบ หายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด และไม่สามารถนอนราบกับพื้นได้
  • หน้ามืด เวียนหัว และแน่นหน้าอก เนื่องจากความดันโลหิตต่ำแบบเฉียบพลัน
  • เจ็บหน้าอกเหมือนถูกเค้นแรงๆ หมายรวมไปถึงอาการร้าวตั้งแต่ คอ กราม ไหล่ และแขน 2 ข้าง
  • ในกรณีที่รุนแรง อาจหมดสติหรือมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวาย
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
     ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ และพันธุกรรม โดยมักจะเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศชาย แต่หากเพศหญิงหมดประจำเดือนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเช่นกัน แล้วถ้ายิ่งสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการป่วยที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้มาก่อน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากขึ้น
     ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ มักเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดจากพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะเกิดขึ้นเมื่อมีอาการและพฤติกรรม ดังต่อไปนี้
  1. มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
  2. เป็นโรคเบาหวาน
  3. มีความดันโลหิตสูง
  4. มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
  5. มีความเครียดสะสม
  6. ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  7. ไม่ค่อยกินผักและผลไม้
  8. สูบบุหรี่จัด 
   ซึ่งสามารถลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้ เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น

การตรวจวินิจฉัยค้นหาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

   สำหรับคนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ควรหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อซักประวัติและตรวจหาความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเบื้องต้น เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และตรวจวัดไขมันในเลือด ควบคู่กับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab test) เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การตรวจการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echo) การถ่ายภาพรังสีของทรวงอก (Chest X-ray) เป็นต้น

วิธีการรักษาเป็นอย่างไร?

  1. การใช้ยา
  2. วิธีขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) : วิธีนี้จะช่วยดันไขมันอุดตันให้ชิดกับผนังหลอดเลือด ขยายหลอดเลือดที่ตีบตันให้เลือดสามารถวิ่งผ่านได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
  3. การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting) : วิธีผ่าตัดทางเดินเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจใหม่ ด้วยการสร้าง “ทางเบี่ยง” หรือที่รู้จักกันว่า “การผ่าตัด Bypass” โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นมาต่อเข้ากับหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน เพื่อให้สามารถลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น

แล้วจะป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างไรบ้าง?
   ถึงแม้ส่วนหนึ่งของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะมาจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างพันธุกรรม เพศ และอายุ แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่างที่มาจากการกระทำของเราเอง เพราะฉะนั้นการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ที่ดีที่สุด ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตามแนวทางต่อไปนี้

  • เริ่มจากปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมกับจำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน เพื่อให้พลังงานในร่างกายเกิดความสมดุล
  • เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่ (Kcal) หรือไขมันต่ำ และเน้นกินผักผลไม้ให้หลากหลายมากขึ้นรวมถึงลดอาหารที่หวานจัดและเค็มจัด
  • ออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว ประมาณ 30 นาทีต่อวัน เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของระบบการทำงานหัวใจ
  • งดการสูบบุหรี่ และผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ เพื่อลดความตึงเครียด

สนับสนุนข้อมูลโดย : นพ.ประณิธิ  สาระยา  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ
โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1745


Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.